San Marzano

 

 

 

 

“San Marzano” อบอวลด้วยกลิ่นอายของต้นตำรับ ที่พร้อมต้อนรับแขกทุกท่านอย่างอบอุ่น

ช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ เราชาวไทย ใครๆ ก็อยากจะโกอินเตอร์ไปเที่ยวปักหมุดเมืองหนาวๆ สูดเอาอุณภูมิติดลบมาให้ชุ่มปอดกันแทบจะทั้งนั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทะเลไทยอย่าง “บางแสน” ก็กลายเป็นจุดมุ่งหมายใหม่ที่ชาวต่างชาติกลับเลือกมาพักอาศัยเพื่อรับไออุ่น ของแสงแดดและลมทะเลแทน กลายเป็นคนเมืองร้อนอยากไปสัมผัสอากาศหนาว ส่วนคนเมืองหนาวก็อยากมาสัมผัสอากาศร้อน ทุกวันนี้จึงมีหมู่บ้านที่ปลูกขายให้ชาวต่างชาติอพยพเข้ามาอยู่อย่างถาวรผุด ขึ้นมากมาย

และไม่ใช่เพียงแค่มีหมู่บ้านที่ให้อารมณ์ฮอลลีวู้ดแบบสุดโต่งเท่านั้น แต่ยังมี ร้านอาหารสไตล์ ตะวันตกจ๋า ชื่อว่า “San Marzano” ที่แม้จะมีบรรยากาศที่ดูสดใหม่เพราะเพิ่งเปิดให้ บริการไปได้ไม่นาน แค่เพียงก้าวแรกที่เดินเข้าไปในร้าน ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นต้นตำรับอาหารยุโรปแท้ๆ ที่อบอวลอยู่ภายในร้าน จนทำให้คนไทยหัวดำอย่างเราๆ เผลอคิดไปว่ากำลังอยู่ในอิตาลีอย่างไรอย่างนั้น

San Marzano


เห็นบรรยากาศที่ตะวันตกจ๋าขนาดนี้ ทำให้รู้สึกว่าถ้าใครที่อยากทานอาหารยุโรปแท้ๆ ก็ไม่ต้องรีบจองตั๋วจ่ายเงินเดินทางไปแสนไกลกันอีกแล้ว แค่แต่งตัวสบายๆ แล้วแวะมาสัมผัสบรรยากาศร้านอาหารใหม่ๆ ก็ตีเนียนไปกับความเป็นตันตำรับแท้ๆ ได้ที่ร้าน “San Marzano”

San Marzano


แท้จริงแล้ว “San Marzano” หมายถึง มะเขือเทศชนิดหนึ่งในประเทศอิตาลี ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมะเขือเทศพันธุ์ที่ดีที่สุด และโดยบรรดาเชฟทั่วโลกนิยมนำมาทำเป็นซอสที่อร่อยที่สุด ด้วยความเป็นมาของมะเขือเทศชนิดนี้ ที่สำคัญกับการทำอาหารไม่ใช่น้อย มะเขือเทศ “San Marzano” จึงเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารแบบฉบับ Original ของทางร้าน เพื่อเน้นถึงความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมแบบอิตาเลียน และเป็นที่มาอันน่าประทับใจของชื่อร้าน “San Marzano” ด้วย

San Marzano


โดยบรรยากาศภายตัวในร้านเน้นให้ความรู้สึกถึงการต้อนรับอันอบอุ่น ใช้การตกแต่งที่ดึงรูปแแบบโครงสร้าง Modern Loft มาผนวกเข้ากับสไตล์ Napoli ที่ดูเก๋ไก๋ให้อารมณ์แบบร้านอาหารอิตาเลียน มีทั้งโซนโต๊ะเก้าอี้ และโซนโซฟาเป็นสัดส่วน แถมยังมีทั้งแบบ indoor และ outdoor อีกด้วย รวมไปจนถึงการออกแบบครัวเปิดให้ลูกค้าสามารถยืนชมทุกขั้นตอนการทำอาหารจาก เชฟที่มากด้วยรางวัลและประสบการณ์ทั้ง 3 ท่านได้อย่างใกล้ชิด ทำให้มั่นใจได้ในความสะอาด และเห็นถึงความพิถีพิถัน ความละเมียดละไมในการสรรสร้างอาหารทุกเมนู

San Marzano


อีกสิ่งหนึ่งที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอคือ เตาอบพิซซ่าแบบ Original ที่มีรูปทรงและระบบหมุนวนอากาศภายในเตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเตาอบ รุ่นดั้งเดิมเท่านั้น ที่สำคัญเจ้าของร้านกำชับไว้ว่าไฟเตานั้นห้ามดับเด็ดขาด เพราะต้องคงอุณหภูมิในเตาให้สูงถึง 350-400°c ไว้ตลอดเวลา เพื่อให้พิซซ่าสุกระอุทั่วถึงทั้งชิ้น แค่เห็นเตาและความใส่ใจก็การันตีความเป็นต้นตำรับของอาหารได้แล้วจริงๆ

San Marzano


หลังจากเรียนจบจาก “Le Cordon Bleu” เจ้าของร้านจึงไปศึกษาต่อ และใช้ชีวิตในประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 2 ปีจนจบหลักสูตรเฉพาะทางด้านช็อกโกแลต (CAP Chocolatier Confiseur) และหลักสูตรทางด้านขนมหวาน (CAP Pâtissier) จากโรงเรียนทำขนมชื่อดังในฝรั่งเศส และยังได้มีโอกาสฝึกงานกับร้านขนมชื่อดังในปารีส ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านขนม Top 10 in Paris อย่างร้าน “La Pâtisserie des Rêves” จนเก็บเกี่ยวความรู้และเทคนิคในการทำขนมและอาหาร รวมถึงประสบการณ์นำกลับมาใช้สอนในโรงเรียนย่านสุขุมวิทอยุ่ช่วงระยะเวลา หนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็คอยฝึกฝนและทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ ที่เน้นการใช้วัตถุดิบต้นตำรับดั้งเดิม ผนวกเข้ากับรูปแบบการทำอาหารสมัยใหม่ ฝึกอยู่ราว 2 ปี จนได้เมนูอาหารที่ลงตัว พร้อมประกาศความอร่อยที่ “San Marzano” เป็นการเติมเต็มความรักในการทำอาหารได้อย่างลงตัว

San Marzano

San Marzano
Whole Wheat Bun


และด้วยความถนัดเฉพาะด้านขนมหวานและเบเกอรี่ ทุกเมนูที่เป็นขนมปัง ทางร้านจึงผสมแป้งเอง นวดเอง และอบเองทุกขั้นตอน อย่าง “Whole Wheat Bun” ที่ทางร้านเสิร์ฟเป็นออร์เดิร์ฟให้ “ฟรี” พร้อม เนยจืด ก็หอมอร่อย ถูกใจคนทานจนต้องขอซื้อกลับบ้านกันเลยทีเดียว (แม้จะไม่ได้ทำขาย แต่ถ้าลูกค้าอยากได้ เจ้าของร้านก็ไม่ขัดนะจ๊ะ) ว่าแล้วก็คงต้องขอเริ่มประเดิมเมนูยอดฮิตของทางร้านกัน ณ บัดนี้…

San Marzano San Marzano
San Marzano

San Marzano
Pizza Margherita


“Pizza Margherita” (ราคา 320 บาท) ปลุกต่อมหิวกันด้วยเมนู “Homemade Italian Pizza” แท้ๆ กับ “Pizza Margherita” ต้นตำรับพิซซ่าชนิดแรกของโลก ที่ทางร้านทำแป้งเอง หมักทิ้งไว้ข้ามคืนจนขึ้นฟู แล้วนำมาโชว์ฝีมือการนวดให้เห็นกันสดๆ ราดซอสมะเขือ San Marzano โปะชีสนมควายนำเข้าชั้นดี และปิดท้ายด้วยใบ Italian Basil ก่อนนำเข้าเตาอบร้อนระอุ เสิร์ฟให้ทานแบบพิซซ่าต้นตำรับที่แป้งบางกรอบเท่ากันทั้งถาด หอมซอสมะเขือเทศ และชีสนมควาย กินแล้วอยากจะละลายเพราะความอร่อยจริงๆ!

San Marzano
Caprese


“Caprese” (ราคา 320 บาท) ต่อกันด้วนเมนู Original แท้ๆ หาทานยาก อย่างสลัด “Caprese” ที่จุดเด่นอยู่ที่ “ความสด” ของวัตถุดิบในจาน ทั้งมะเขือเทศที่สด เนื้อแน่น ที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษในการสไลซ์ และชีสนมควายชั้นดี ราดด้วย Extra Virgin Olive Oil ที่ให้กลิ่นหอมตัดกับใบโหระพาอิตาเลียน กินแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา

San Marzano
BBQ Spare Ribs


“BBQ Spare Ribs” (ราคา 420 บาท) ความพิเศษของเมนูนี้อยู่ที่ขั้นตอน การปรุงเนื้อซี่โครงหมูชิ้นใหญ่ ที่นำไป Sous Vide ในเครื่องนานถึง 12 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อค่อยๆ สุก และคงความชุ่มฉ่ำเอาไว้อย่างครบถ้วน เสิร์ฟมาเป็นเนื้อซี่โครงหมูที่นุ่มรุ่ยเพียงใช้ส้อมจิ้มเนื้อก็หลุดล่อน จากกระดูกอย่างง่ายดาย ได้รสชาติบาร์บีคิวเต็มๆ ทานคู่กับเฟรนช์ฟรายนำเข้าจากอเมริกาชิ้นใหญ่ที่กรอบนอกนุ่มใน อื้มมม...สุโค่ย!!!

San Marzano
Grilled Pork Chop Blueberry Sauce


“Grilled Pork Chop Blueberry Sauce” (ราคา 340 บาท) เนื้อพอร์คช็อพชั้นดี นำไปหมักจนเข้าเนื้อและ Sous Vide จนเนื้อสุกนุ่ม จากนั้นจึงนำไป Grill บนเตาถ่านเพื่อให้ได้กลิ่นหอมของเตาไฟ และผิวหน้าที่สวยงาม ให้รสชาติเนื้อสเต็กที่แท้จริง เสิร์ฟมาพร้อมกับ Sauteed Potatoes ที่หอมกรุ่น และซอสบลูเบอร์รี่ไวน์แดงสูตรพิเศษ เมนูนี้เน้นการตกแต่งจานแบบเรียบง่ายแต่งดงาม เห็นแล้วอิ่มตา อิ่มใจ ซึ่งพอได้ชิมก็อิ่มปากไปด้วยรสของเนื้อนุ่มหอมอร่อย ตัดกับรสเปรี้ยวอมหวานซอสบลูเบอร์รี่ได้อย่างมีมิติ

San Marzano
San Marzano Tomato Sauce Served with Grilled Prawn


“San Marzano Tomato Sauce Served with Grilled Prawn” (ราคา 280 บาท) พาสต้าของที่นี่เค้าซีเรียสแม้กระทั่งเรื่องการลวกเส้น ที่เน้นว่าต้องใช้ทักษะในการลวกให้ได้เส้นสปาเก็ตตี้ที่สุกกำลังดีแบบอัล เดนเต้ ที่ภายนอกเนียนนุ่ม แต่ซ่อนสัมผัสที่กัดแล้วกรึบๆ ไว้ด้านใน มีกลิ่นสปาเก็ตตี้หอมอวลอยู่ในปาก ผัดกับซอสมะเขือเทศ San Marzano แท้ๆ เสิร์ฟคู่กับกุ้งแม่น้ำตัวโตที่เผาจนสุกหอม เพิ่มกลิ่นหอมและความเข้มข้นด้วยชีส อร่อยเกินคำบรรยาย!

San MarzanoSan Marzano
Angus Beef Cheeseburger


“Angus Beef Cheeseburger” (ราคา 320 บาท) อร่อยกันจนเมนูสุดท้ายกับ “ชีสเบอร์เกอร์เนื้อ” ที่ทางร้านขอจัดทีเด็ดด้วยการใช้ เนื้อนำเข้าอย่าง Angus เนื้อวัวที่ดีที่สุดจากออสเตรเลียที่คัทให้ทุกชิ้นได้น้ำหนัก 180 กรัมพอดิบพอดี แล้วจึงปรุงด้วยการ Sous Vide เพื่อเน้นรสชาติของเนื้อแท้ๆ ไม่ให้มีอะไรมากลบรสชาติของเนื้อ จากนั้นนำไป Grill บนเตาร้อนๆ เพื่อให้ผิวหน้ากรอบ และหอมกลิ่นไฟ แล้วนำมาประกบเข้ากับชีสรมควันเกรดพรีเมียม และแป้งเบอร์เกอร์บันทำเองที่ทั้งนุ่มและหอมอย่างโดดเด่น กินแล้วอร่อยจนต้องลุกขึ้นปรบมือ

San Marzano
Raspberry Panna Cotta


“Raspberry Panna Cotta” (ราคา 180 บาท) ปิดคอร์สกันด้วยเมนูขนมหวานสุดล้ำอย่าง “Raspberry Panna Cotta” เนื้อ Panna Cotta หอมนุ่มเนียนละมุม ตัดกับรสเปรี้ยวของซอสราสพ์เบอร์รี่สูตรพิเศษ ที่ทางร้านนำมาทำเป็น sphere เม็ดเล็กๆ ที่กัดแล้วสาดกระจายรสอร่อยภายในปาก เคียงจานด้วยเบอร์รี่สดๆ หลากชนิด เมนูนี้กินแล้วรู้สึกเลอค่า ฟินนาเล่ที่สุด

San Marzano
Lychee Rose Soda


Lychee Rose Soda (ราคา 85 บาท) นอกจากนี้ที่ร้าน “San Marzano” ยังมุมเครื่องดื่มหลากหลาย ทั้งเมนูกาแฟ ที่ใช้เครื่อง Drip และ Syphon สุดหรู และเมล็ดกาแฟนำเข้าจากปานามา และบราซิล รวมถึงเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีจากเชียงใหม่บ้านเฮาก็มีให้เลือกด้วยเช่นกัน หรือใครอยากชิมค็อกเทลให้อินไปกับบรรยากาศสบายๆ ทางร้านก็มีเสิร์ฟ พร้อมกับน้ำผลไม้สูตรต่างๆ

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นร้านได้ที่
https://www.facebook.com/SanMarzano.Bangsaen
https://instagram.com/sanmarzano.bangsaen/

ติดต่อสอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่
092-929-9262 , 038-191-642

ที่มา : https://www.wongnai.com/articles/san-marzano?ref=home

Posted on June 2015


Copyright by e-Merchant Co., Ltd.